วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9

วันที่ 24 มีนาคม 2560 
เวลา 13.30 - 16.30
                                            
                                               กิจกรรมตามหาลายนิ้วมือ
           วันนี้อาจารย์ได้ให้ทำกิจกรรมตามหาลายนิ้วมือ โดยการวาดมือและลายนิ้วมือข้างซ้ายของตนเองลงบนกระดาษแต่มีข้อแม้ว่าต้องคว่ำมือซ้ายลงห้ามดูในขณะวาด เมื่อวาดเสร็จอาจารย์จะเก็บรวมรวม แล้วอาจารย์ก็ให้ออกตามหาลายนิ้วมื้อของเพื่อนทีล่ะคน บ้างคนก็ทายถูกบ้างคนก็ทายผิดกิจกรรมวันนี้ ก็เปรียบเสมือนการที่เราสังเกตเด็กเมื่อเราเป็นครู คือเราต้องดูให้ละเอียด อย่ารีบตัดสินเด็กว่าเป็นอย่างไร เราต้องมีความรอบคอบในการบันทึกพฤติกรรมของเด็ก



ปรโยชน์ที่ได้รับ / การนำไปใช้
          ารที่เราสังเกตเด็กเมื่อเราเป็นครูในอาคต  คือเราต้องดูให้ละเอียด อย่ารีบตัดสินเด็กว่าเป็นอย่างไร เราต้องมีความรอบคอบในการบันทึกพฤติกรรมของเด็ก


การประเมิน

ตนเอง : สนุก มีกิจกรรมค่ะ
 เพื่อน : สนุกกับการทำกิจกรรม  ทุกคนยิ้มแย้มผ่อนคลาย
 อาจารย์ :มีการหากิจกรรมมาให้ทำ ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8

วันที่ 17 มีนาคม 2560 
เวลา 13.30 - 16.30


การศึกษาแบบเรียนรวม


            รูปแบบการจัดการศึกษานั้นมีด้วยกันทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ
     1. การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
     2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
     3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
     4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)

          โดยการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คือ เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขาซึ่งความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming) คือ การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไปโดยมีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน ซึ่งครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษจะต้องร่วมมือกันและการศึกษาแบบเรียนร่วมนั้นก็จะมีอีกแบบ คือ การเรียนร่วมบางเวลา (Integration) โดยการเรียนร่วมบางเวลานี้จะเป็นการจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติได้ในบางเวลา เพื่อให้เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เพราะเด็กพิเศษบางคนที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมากจะไม่อาจเรียนร่วมแบบเต็มเวลาได้

การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
          การเรียนร่วมแบบเต็มเวลา คือ การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน โดยเด็กพิเศษจะได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และเด็กปกติจะต้องยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน

การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
          การศึกษาแบบเรียนรวมนั้นหมายถึง  การศึกษาสำหรับทุกคน การรับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา และจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
Wilson , 2007
          การจัดการเรียนการสอนที่ยึดปรัชญาของการอยู่รวมกัน (Inclusion) เป็นหลัก การสอนที่ดีจะเป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน กิจกรรมทุกชนิดที่จะนำไปสู่การสอนที่ดี (Good Teaching) ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้ เพื่อเป็นการกำหนดทางเลือกหลายๆ ทาง

สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
          การศึกษาแบบเรียนรวมเป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
          การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ดังปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)




ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวม สำหรับเด็กปฐมวัย

     1. ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้

     2. ครูปฐมวัยจะต้องมีความเชื่ออยู่เสมอว่าไม่ว่าเด็กจะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่ครูสามารถ “ สอนได้ ”

     3. เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

บทบาทครูปฐมวัย ในห้องเรียนรวม
     1. ครูไม่ควรวินิจฉัย
        การวินิจฉัย หมายถึง การตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
     2. ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
- เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
- ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
- เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ
     3. ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
- พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
- พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
- ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
- ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
- ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา

ครูทำอะไรบ้าง?
     1. ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ
     2. ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย
     3. สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
     4. จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ


ประโยชน์ / การนำไปใช้
          เราได้ตระหนักถึงคุณค่าของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กพิเศษนั้นทุกคนมีคุณค่าภายในตัวและในฐานะที่เราเป็นครู เราไม่ควรเลือกนักเรียนที่เราจะสอนว่าจะเป็นเด็กแบบไหน เพราะเด็กทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการสอนของครู ที่ครูจะมอบให้ค่ะ




การประเมินผล
 ตนเอง : ตั้งใจเรียน ฟังและจดบันทึกที่อาจารย์สอน
 เพื่อน : ตั้งใจเรียน สนุกกับการเรียน
 อาจารย์ : อาจารย์อธิบายเข้าใจง่ายค่ะ 

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7

3 มีนาคม 2560 
เวลา 13.30 - 16.30

        ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (ต่อ) 


               จากบันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 และครั้งที่ 5 นั้นเราได้เรียนรู้ในเรื่องของประเภทของเด็กที่มีความต้องการไปแล้วทั้งหมด 7 ประเภท วันนี้เราจะมาเรียนรู้ในสองประเภทสุดท้ายคือ เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ และเด็กพิการซ้อน


     8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)


          เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ จะมีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้ ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้ และทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
     - ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
     - ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
     - ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต

การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
1. ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
     - ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
     - ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
     - กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
     - เอะอะและหยาบคาย
     - หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
     - ใช้สารเสพติด
    

        - หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ       

2. ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)      
- จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที    
 - ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา     
- งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

3. สมาธิสั้น (Attention Deficit)    

 - มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา     
- พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น     
- มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ

4. การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)     

- หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น     
- เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา     
- ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

5. ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย (Function Disorder)    

 - ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)     
- การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)    
 - การปฏิเสธที่จะรับประทาน     
- รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้    
 - โรคอ้วน (Obesity)
 - ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)

6. ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง    
 - ขาดเหตุผลในการคิด    
 - อาการหลงผิด (Delusion)     
 - อาการประสาทหลอน (Hallucination)     
 - พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

สาเหตุที่เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์

     1. ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)    
     2. ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก

     - ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ     
     - รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้     
     - มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน     
     - มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์     
     - แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย   
      - มีความหวาดกลัว

          โดยเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมากนั้น ได้แก่ เด็กสมาธิสั้น  และเด็กออทิสติกเด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)             ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ     
        1. Inattentiveness     
        2. Hyperactivity     
        3. Impulsiveness

Inattentiveness (สมาธิสั้น)          

          เด็กจะมีลักษณะทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย แต่เด็กเล็กๆ จะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆโดยเด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด

Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)

          เด็กจะมีลักษณะซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เหลียวซ้ายแลขวา ยุกยิก แกะโน่นเกานี่ อยู่ไม่สุข ปีนป่าย นั่งไม่ติดที่ และชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง

Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)

          เด็กจะมีลักษณะยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ ไม่อยู่ในกติกา ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้องและไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกันสาเหตุทีทำให้เด็กเป็นสมาธิสั้น
     เด็กสมาธิสั้นเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine) ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex) ต่อมาคือพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยจนเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้น ทางการแพทย์ก็จะมียารักษาโรคนี้โดยตรง คือ ยาที่มีชื่อว่า Methylphenidate กับ Atomoxetine โดย Methylphenidate [ (MPH) (Ritalin®) ] เป็นยาที่รักษาโรคสมาธิสั้นและโรคลมหลับ ส่วนยา Atomoxetine ก็เป็นยาที่รักษาโรคสมาธิสั้นเช่นกัน แต่จะใช้ในเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปรวมถึงวัยรุ่นและในผู้ใหญ่


9. เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)        
            เด็กพิการซ้อนคือ เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก เช่น เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด เป็นต้น 




ประโยชน์ที่ได้รับ         

               เราได้เข้าใจถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ได้ดีมากขึ้น ได้รู้ถึงอาการ สาเหตุ ตัวยาต่างๆ ซึ่งทำให้เราสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการประกอบวิชาชีพครูในการดูและศิษย์และยังสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กได้


ประเมิน 
       ประเมินตนเอง   ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน  สนุกายนานกับการเรียนมากๆ
       ประเมินเพื่อน     เพื่อนตั้งใจเรียน หล้าแสดงออก และสนุกยิ้มแย้มกันทุกคน




       ประเมินอาจารย์  อาจารย์ร่าเริงสดใสตลอดเวลา สอนเข้าใจง่ายค่ะ