วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11

วันที่ 28 เมษายน 2560 
เวลา 13.30 - 16.30


การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น (ต่อ)
    
 3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
          ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ที่จะส่งเสริมให้เด็กพิเศษนั้น เราจะเน้นให้เด็กนั้นได้เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด การกินอยู่ การเข้าห้องน้ำ การแต่งตัว และ กิจวัตรต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
          การสร้างความอิสระ คือ การที่เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง อยากทำงานตามความสามารถ เพราะเด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน เด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่ และคนเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนครูของพวกเขา


ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ
     1. การได้ทำด้วยตนเอง
     2. เชื่อมั่นในตนเอง
     3. เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี

หัดให้เด็กทำเอง
         ครูและพ่อแม่ หรือผู้ปกครองไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น (เราต้องใจแข็ง) ผู้ใหญ่ส่วนมากมักทำสิ่งต่างๆ ให้เด็กมากเกินไป จนบางครั้งเด็กทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็นเพราะไม่ได้เกิดการเรียนรู้ และบางคนชอบพูดกับเด็กว่า  “ หนูทำช้า ”  “ หนูยังทำไม่ได้ ” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเด็กสามารถทำได้เองเพียงแต่เราต้องให้เวลากับเขาให้เขาทำ
จะช่วยเมื่อไหร่


      4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน
                    - การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้
                    - มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
                    - เด็กรู้สึกว่า “ฉันทำได้”
                    - พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
                    - อยากสำรวจ อยากทดลอง
                      ช่วงความสนใจ
                    - ต้องมีก่อนการเรียนรู้อื่นๆ
                    - จดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งได้นานพอสมควร
                      การเลียนแบบ

     1. การทำตามคำสั่ง คำแนะนำ
              - เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
              - เด็กเข้าใจคำศัพท์ที่ครูใช้หรือไม่
              - คำสั่งยุ่งยากซับซ้อนไปหรือไม่

     2. การรับรู้ การเคลื่อนไหว
   ได้ยิน เห็น สัมผัส ลิ้มรส กลิ่น --->  ตอบสนองอย่างเหมาะสม

     3. ความจำ จากการสนทนา
            - เมื่อเช้าหนูทานอะไร
            - แกงจืดที่เรากินใส่อะไรบ้าง
            - จำตัวละครในนิทาน
            - จำชื่อครู เพื่อน
            - เล่นเกมทายของที่หายไป

     4. การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ
          1. จัดกลุ่มเด็ก
          2. เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
          3. ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
          4. ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง
          5. ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
          6. ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
          7. บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
          8. รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
          9. มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
         10. เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
         11. พูดในทางที่ดี
         12. จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว
         13. ทำบทเรียนให้สนุก



การประเมินผล
 ตนเอง :      ตั้งใจเย็น จดความรู้ที่อาจารย์มอบให้
 เพื่อน :        ตั้งใจเรียนมาก สนุกกับสิ่งที่อาจารย์สอน มึความสุข
อาจารย์:      อาจารย์สอนดี  เข้าใจง่าย

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10

วันที่ 21 เมษายน 2560 
เวลา 13.30 - 16.30

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรม เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศ


         การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรม เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษนั้นก็เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด โดยเน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach) 
ได้แก่

1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
     - เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
     - เกิดผลดีในระยะยาว
   -  เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ แทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
     - แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program; IEP)
     - โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน

2.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
     - การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity of Daily Living Training)
     - การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
     - การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)

3. การบำบัดทางเลือก
     - การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
     - ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
     - ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
     - การฝังเข็ม (Acupuncture)
     - การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy) เพราะเด็กพิเศษจะเข้าหาสัตว์มากกว่ามนุษย์

การสื่อความหมายทดแทน  (Augmentative and Alternative Communication ; AAC)


     - การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
    - โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System; PECS)
     - เครื่องโอภา (Communication Devices)
     - โปรแกรมปราศรัย

บทบาทของครู

     ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู ควรให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู และจัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง



การส่งเสริมทักษะต่างๆ ของเด็กพิเศษ

     1. ทักษะทางสังคม
          เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการพ่อแม่ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆ อย่างมีความสุข
       
    กิจกรรมการเล่น
          การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ ซึ่งในช่วงแรกๆ เด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง

     ยุทธศาสตร์การสอน
          เด็กพิเศษหลายๆ คนไม่รู้วิธีเล่น ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร เพราะฉะนั้นครูควรเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง จากนั้นครูทำการจดบันทึก และนำมาทำแผน IEP

  การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง
          ให้วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆ อย่าง โดยคำนึงถึงเด็กทุกๆ คน ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คนโดยเล่นรวมกัน เพราะเด็กปกติทำหน้าที่เหมือน “ครู” ให้เด็กพิเศษ

     ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น
          ครูควรอยู่ใกล้ๆ และเฝ้ามองอย่างสนใจ ยิ้มและพยักหน้าให้ ถ้าเด็กหันมาหาครู และไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป ในกรณีที่เด็กเบื่อของเล่นก็ควรเอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่นให้เด็กพิเศษได้เล่นร่วมกันกับเด็กปกติได้นาน และให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม

   การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น
          ครูพูดชักชวนให้เด็กร่วมเล่นกับเพื่อน ทำโดย “การพูดนำของครู” 

    ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์
          การสอนให้เด็กรู้กฎเกณฑ์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ เราต้องให้โอกาสเด็ก เพราะเด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆ เหมือนเพื่อนในห้อง และครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง

2. ทักษะภาษา

    การวัดความสามารถทางภาษา

            การเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม การตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม การถามหาสิ่งต่างๆ ได้ไหมการบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไหม การใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม เป็นต้น

     การออกเสียงผิด / พูดไม่ชัด

           การพูดตกหล่น การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง การติดอ่าง

     การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
          ครูและผู้ใหญ่ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด ต้องห้ามบอกเด็กว่า “พูดช้าๆ” “ตามสบาย” “คิดก่อนพูด” อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน
     
      ทักษะพื้นฐานทางภาษา
1. ทักษะการรับรู้ภาษา
2. การแสดงออกทางภาษา
3. การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด

      ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
1. การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
2. ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
3. ให้เวลาเด็กได้พูด
4. คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
5. เป็นผู้ฟังที่ดีและโตต้อบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
6. เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
7. ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
8. กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
9. เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
10. ใช้คำถามปลายเปิด เช่น วันนี้หนูกินข้าวกับอะไรคะ
11. เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
12. ร่วมกิจกรรมกับเด็ก



การประเมินผล

 ตนเอง : ตั้งใจศึกษาดูงาน ตั้งใจเรียนรู้ 

 เพื่อน : ตั้งใจเรียน สนุกกับสิ่งที่ครูสอน

 อาจารย์ :ใช้การอธิบายที่เข้าใจง่าย  


วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9

วันที่ 24 มีนาคม 2560 
เวลา 13.30 - 16.30
                                            
                                               กิจกรรมตามหาลายนิ้วมือ
           วันนี้อาจารย์ได้ให้ทำกิจกรรมตามหาลายนิ้วมือ โดยการวาดมือและลายนิ้วมือข้างซ้ายของตนเองลงบนกระดาษแต่มีข้อแม้ว่าต้องคว่ำมือซ้ายลงห้ามดูในขณะวาด เมื่อวาดเสร็จอาจารย์จะเก็บรวมรวม แล้วอาจารย์ก็ให้ออกตามหาลายนิ้วมื้อของเพื่อนทีล่ะคน บ้างคนก็ทายถูกบ้างคนก็ทายผิดกิจกรรมวันนี้ ก็เปรียบเสมือนการที่เราสังเกตเด็กเมื่อเราเป็นครู คือเราต้องดูให้ละเอียด อย่ารีบตัดสินเด็กว่าเป็นอย่างไร เราต้องมีความรอบคอบในการบันทึกพฤติกรรมของเด็ก



ปรโยชน์ที่ได้รับ / การนำไปใช้
          ารที่เราสังเกตเด็กเมื่อเราเป็นครูในอาคต  คือเราต้องดูให้ละเอียด อย่ารีบตัดสินเด็กว่าเป็นอย่างไร เราต้องมีความรอบคอบในการบันทึกพฤติกรรมของเด็ก


การประเมิน

ตนเอง : สนุก มีกิจกรรมค่ะ
 เพื่อน : สนุกกับการทำกิจกรรม  ทุกคนยิ้มแย้มผ่อนคลาย
 อาจารย์ :มีการหากิจกรรมมาให้ทำ ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8

วันที่ 17 มีนาคม 2560 
เวลา 13.30 - 16.30


การศึกษาแบบเรียนรวม


            รูปแบบการจัดการศึกษานั้นมีด้วยกันทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ
     1. การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
     2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
     3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
     4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)

          โดยการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คือ เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขาซึ่งความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming) คือ การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไปโดยมีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน ซึ่งครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษจะต้องร่วมมือกันและการศึกษาแบบเรียนร่วมนั้นก็จะมีอีกแบบ คือ การเรียนร่วมบางเวลา (Integration) โดยการเรียนร่วมบางเวลานี้จะเป็นการจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติได้ในบางเวลา เพื่อให้เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เพราะเด็กพิเศษบางคนที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมากจะไม่อาจเรียนร่วมแบบเต็มเวลาได้

การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
          การเรียนร่วมแบบเต็มเวลา คือ การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน โดยเด็กพิเศษจะได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และเด็กปกติจะต้องยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน

การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
          การศึกษาแบบเรียนรวมนั้นหมายถึง  การศึกษาสำหรับทุกคน การรับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา และจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
Wilson , 2007
          การจัดการเรียนการสอนที่ยึดปรัชญาของการอยู่รวมกัน (Inclusion) เป็นหลัก การสอนที่ดีจะเป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน กิจกรรมทุกชนิดที่จะนำไปสู่การสอนที่ดี (Good Teaching) ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้ เพื่อเป็นการกำหนดทางเลือกหลายๆ ทาง

สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
          การศึกษาแบบเรียนรวมเป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
          การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ดังปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)




ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวม สำหรับเด็กปฐมวัย

     1. ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้

     2. ครูปฐมวัยจะต้องมีความเชื่ออยู่เสมอว่าไม่ว่าเด็กจะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่ครูสามารถ “ สอนได้ ”

     3. เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

บทบาทครูปฐมวัย ในห้องเรียนรวม
     1. ครูไม่ควรวินิจฉัย
        การวินิจฉัย หมายถึง การตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
     2. ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
- เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
- ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
- เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ
     3. ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
- พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
- พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
- ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
- ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
- ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา

ครูทำอะไรบ้าง?
     1. ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ
     2. ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย
     3. สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
     4. จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ


ประโยชน์ / การนำไปใช้
          เราได้ตระหนักถึงคุณค่าของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กพิเศษนั้นทุกคนมีคุณค่าภายในตัวและในฐานะที่เราเป็นครู เราไม่ควรเลือกนักเรียนที่เราจะสอนว่าจะเป็นเด็กแบบไหน เพราะเด็กทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการสอนของครู ที่ครูจะมอบให้ค่ะ




การประเมินผล
 ตนเอง : ตั้งใจเรียน ฟังและจดบันทึกที่อาจารย์สอน
 เพื่อน : ตั้งใจเรียน สนุกกับการเรียน
 อาจารย์ : อาจารย์อธิบายเข้าใจง่ายค่ะ 

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7

3 มีนาคม 2560 
เวลา 13.30 - 16.30

        ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (ต่อ) 


               จากบันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 และครั้งที่ 5 นั้นเราได้เรียนรู้ในเรื่องของประเภทของเด็กที่มีความต้องการไปแล้วทั้งหมด 7 ประเภท วันนี้เราจะมาเรียนรู้ในสองประเภทสุดท้ายคือ เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ และเด็กพิการซ้อน


     8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)


          เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ จะมีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้ ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้ และทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
     - ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
     - ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
     - ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต

การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
1. ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
     - ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
     - ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
     - กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
     - เอะอะและหยาบคาย
     - หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
     - ใช้สารเสพติด
    

        - หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ       

2. ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)      
- จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที    
 - ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา     
- งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

3. สมาธิสั้น (Attention Deficit)    

 - มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา     
- พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น     
- มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ

4. การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)     

- หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น     
- เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา     
- ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

5. ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย (Function Disorder)    

 - ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)     
- การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)    
 - การปฏิเสธที่จะรับประทาน     
- รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้    
 - โรคอ้วน (Obesity)
 - ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)

6. ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง    
 - ขาดเหตุผลในการคิด    
 - อาการหลงผิด (Delusion)     
 - อาการประสาทหลอน (Hallucination)     
 - พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

สาเหตุที่เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์

     1. ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)    
     2. ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก

     - ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ     
     - รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้     
     - มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน     
     - มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์     
     - แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย   
      - มีความหวาดกลัว

          โดยเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมากนั้น ได้แก่ เด็กสมาธิสั้น  และเด็กออทิสติกเด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)             ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ     
        1. Inattentiveness     
        2. Hyperactivity     
        3. Impulsiveness

Inattentiveness (สมาธิสั้น)          

          เด็กจะมีลักษณะทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย แต่เด็กเล็กๆ จะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆโดยเด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด

Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)

          เด็กจะมีลักษณะซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เหลียวซ้ายแลขวา ยุกยิก แกะโน่นเกานี่ อยู่ไม่สุข ปีนป่าย นั่งไม่ติดที่ และชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง

Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)

          เด็กจะมีลักษณะยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ ไม่อยู่ในกติกา ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้องและไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกันสาเหตุทีทำให้เด็กเป็นสมาธิสั้น
     เด็กสมาธิสั้นเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine) ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex) ต่อมาคือพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยจนเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้น ทางการแพทย์ก็จะมียารักษาโรคนี้โดยตรง คือ ยาที่มีชื่อว่า Methylphenidate กับ Atomoxetine โดย Methylphenidate [ (MPH) (Ritalin®) ] เป็นยาที่รักษาโรคสมาธิสั้นและโรคลมหลับ ส่วนยา Atomoxetine ก็เป็นยาที่รักษาโรคสมาธิสั้นเช่นกัน แต่จะใช้ในเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปรวมถึงวัยรุ่นและในผู้ใหญ่


9. เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)        
            เด็กพิการซ้อนคือ เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก เช่น เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด เป็นต้น 




ประโยชน์ที่ได้รับ         

               เราได้เข้าใจถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ได้ดีมากขึ้น ได้รู้ถึงอาการ สาเหตุ ตัวยาต่างๆ ซึ่งทำให้เราสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการประกอบวิชาชีพครูในการดูและศิษย์และยังสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กได้


ประเมิน 
       ประเมินตนเอง   ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน  สนุกายนานกับการเรียนมากๆ
       ประเมินเพื่อน     เพื่อนตั้งใจเรียน หล้าแสดงออก และสนุกยิ้มแย้มกันทุกคน




       ประเมินอาจารย์  อาจารย์ร่าเริงสดใสตลอดเวลา สอนเข้าใจง่ายค่ะ